Custom Search

วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553

แม่อารมณ์ดี แม่ลูกสุขภาพดี

แม่อารมณ์ดี แม่ลูกสุขภาพดี




          งานเลี้ยงลูกใครๆก็รู่ว่าหนัก และ เครียด โดยเฉพาะคุณแม่มือใหม่ และที่เป็นคนรุ่นใหม่ สำหรับคุณแม่มือใหม่ แน่นอนหล่ะ เพราะไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ย่อม เครียด บ้างเป็นธรรมดา กว่าจะปรับตัวได้ อย่างปุ้มเป็นต้น ไม่รู้ว่าจะเอายังไงต่อดีกับชีวิต บางคนก็ลูกคนที่สอง คนที่สาม ก็อาจ เครียด น้อยหน่อย หรือเริ่มชินแล้ว


         ส่วนคุณแม่รุ่นใหม่ ส่วนใหญ่จะทำงานด้วย ชีวิตต้องพะวงอยู่ตลอดเวลา ว่าไหนจะงานนอกบ้าน งานในบ้าน ไหนจะ เลี้ยงลูก ต้องทุ่มเทกับทุกเรื่องในเวลาเดียวกัน กับภาระที่แสนจะหนักอึ้งเช่นนี้ ยังไงมันก็ เครียด และยิ่งเป็นทั้งคุณแม่มือใหม่ เป็นคุณแม่ที่ต้องทำงานนอกบ้านด้วยแล้วความ เครียด แทบจะเป็นเพื่อนตายก็ว่าได้


ยิ่งถ้าใครที่ต้องจ้างเลี้ยงลูกหรือพาลูกไปฝากเลี้ยงก็หาที่ที่เราไว้ใจ ได้ยากเหลือเกิน ครั้นจะพาไปฝาก ปู่ ย่า ตา ยาย ก็เป็นห่วงสุขภาพปู่ ย่า ตา ยาย บ้างหละ กลัวห่างเหินกับลูกแล้วลูกจะไม่รักบ้างหล่ะ ไอ้จะให้เห็นแก่ตัวพาคุณยายมาเลี้ยงหลานให้ที่บ้านเพื่อที่เราจะได้ใกล้ชิดกับลูกน้อยก็ เป็นไปได้ยาก จะไปพรากยายมาจากตาได้อย่างไร เห็นแก่ตัวสุดๆ


มีทางเดียว คือ ต้องสู้ เพราะถ้ามานั่งจมอยู่กับความ เครียด ก็ไม่เป็นผลดีกับคุณแม่ ซึ่งอาจส่งผลไปถึงลูกน้อยของเราด้วย แล้วจะสู้ยังไง เคยอ่านเจอจากหนังสือเล่มนึง เขาบอกว่าการที่เรามีอารมณ์ขัน สามารถบรรเทาปัญหาสุขภาพทั้งกายและจิตใจของเราได้หลายอย่าง ถึงแม่จะไม่สามารถทำให้มะเร็งในสมองหายไปเองได้ แต่มันจะทำให้ความ เครียด ลดลง เมื่อไม่ เครียด ร่างกายก็ไม่เจ็บออดๆแอดๆ เมื่อ แม่อารมณ์ดี ลูกก็พลอยอารมณ์ดี สุขภาพดีไปด้วย พยายามนะจ๊ะ จะเอาใจช่วยคนหัวอกเดียวกันทุกๆคน เพื่อ คุณแม่อารมณ์ดีแม่ลูกสุขภาพดี

วันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ไม่อยากท้องลายป้องกันได้,อาการคันตอนตั้งครรภ์ แก้ได้

ไม่อยากท้องลายป้องกันได้
อาการคันตอนตั้งครรภ์ แก้ได้


          อาการคัน ของคุณแม่ตั้งครรภ์ นอกจากเกิดจากลักษณะผิวของคุณแม่ที่แห้ง บวกกับผิวหนังบริเวณท้องยืดขยายตามครรภ์ที่ใหญ่ขึ้น ทำให้ผิวแห้งและแตกได้ง่าย ส่งผลให้เกิด อาการคัน ตามมานั้น สามารถ บรรเทา อาการคัน เพื่อ ป้องกันท้องลาย ได้ด้วยวิธีต่อไปนี้ค่ะ

1. หลีกเลี่ยงการอาบน้ำร้อนจัด เพราะน้ำร้อนอาจทำให้ผิวแห้งและเกิดอาการคันได้
2. หลังอาบน้ำควรชโลมผิวด้วยน้ำมันจากธรรมชาติ เช่นน้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว เป็นต้น
3. เลือกทาโลชั่น ที่มีส่วนผสมของวิตามินอี เพื่อคงความชุ่มชื่นให้แก่ผิว
4. ดื่มน้ำ กินผัก และผลไม้สดมากๆ จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นเปล่งปลั่งให้ผิว
5. สวนเสื้อผ้าที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติ หรือมีเนื้อผ้าบางเบา สวมใส่สบาย ส่วนเสื้อผ้าที่รัดจนเกินไป ก็เป็นสาเหตุให้เกิดอาการคันได้ เพราะเวลาที่เหงื่อออกจะทำให้เปียกชื้น จนเกิดการหมักหมมบริเวณนั้นๆค่ะ
6. ห้ามเกาบริเวณที่คัน เพราะอาจทำให้ลุกลาม กลายเป็นแผลติดเชื้อได้
หากคุณแม่มีอาการคันรุนแรง หรือเป็นผื่นแดง ควรรีบปรึกษาแพทย์นะค่ะ

จากนิตยสาร รักลูก ฉบับ 321 ตุลาคม 2552

วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เมนูน้ำพริกปลาทูสำหรับคุณแม่

เมนูน้ำพริกปลาทูสำหรับคุณแม่

            สวัสดีค่ะ อย่างที่เคยบอกไว้นะค่ะว่าวันนี้จะเอา เมนูน้ำพริกปลาทูสำหรับคุณแม่ มาฝากกัน วันนี้จะเป็นน้ำพริกปลาทูแบบแห้งนะค่ะ คุณแม่ทานปลาทูเยอะๆหนะดีค่ะ ลูกจะได้ฉลาด เป็นปัจจัยภายนอกที่นอกเหนือจากกรรมพันธุ์ค่ะเริ่มที่เครื่องปรุงกันเลยนะค่ะ


ส่วนประกอบ
1. ปลาทูสด                                       กี่ตัวก็ได้ค่ะเอาไว้ทานกับน้ำพริก
2. ปลาทูนึ่ง                                        3 ตัว(ถ้าตัวเล็ก)
3. พริกสด หอมแดง กระเทียม คั่ว
4. มะนาว                                            1 ผล
5. น้ำปลา น้ำตาล ชูรส เอาไว้ปรุงเพิ่มรสชาติ














มาเริ่มลงมือทำกันเลยค่ะ ก่อนอื่นก็นำพริกสด หอมแดง กระเทียม คั่วให้หน้าตาดีอย่าให้ไหม้เกินไปนะค่ะ แล้วนำปลาทูนึ่งมาแกะเนื้อเตียมไว้ ถ้าใครอยากจะทอดก่อนก็ได้นะค่ะ แต่ปุ้มถือว่าสุกแล้ว ความจริงถ้าปลาทูนึ่งแพงมากจะใช้ปลาทูสดมาทอดให้สุกแล้วแกะเนื้อเอากูได้ค่ะ แต่ปุ้มว่า ปลาทูนึ่งมาตำน้ำพริกอร่อยกว่าค่ะ





หลังจากแกะเนื้อปลาทูเสร็จแล้วก็เตรียมครก กับสากมาเลยค่ะ ใส่พริกสด หอมแดง กระเทียมที่คั่วไว้แล้ว โขลกให้เข้ากันตามด้วยเนื้อปลาทูที่แกะแล้ว



โขลกต่อไปค่ะให้เนื้อปลาทูกับเครื่องเข้ากันดี เติมมะนาว น้ำปลา น้ำตาล ชูรส ตามชอบเลยค่ะ





หน้าตาที่ได้ก็จะเป็นอย่างนี้นะค่ะ ถ้าใครไม่ชอบแบบแห้งก็ใส่น้ำต้มสุกลงไปได้นะค่ะก็จะเป็นเหมือนน้ำพริกปลาทูสำเร็จรูปที่เขาทำขายกันในตลาดค่ะ แต่แบบแห้งจะเก็บไว้ได้นานกว่าค่ะ เป็นอันว่าเสร็จเรียบร้อยก็เตรียมผักสด ผักลวก และข้าวสวยร้อนๆมาเลยค่ะ วันนี้ของปุ้มอยากทานผักลวกกระทิค่ะ ใครกลัวอ้วน ก็ลวกน้ำเปล่าเดือดก็ได้นะค่ะ อย่าลืมเติมเกลือลงไปด้วยนิดหน่อย นิดหน่อยเท่านั้นนะค่ะ



เชิญรัปประทานกันได้เลยค่ะ เมนูสุขภาพค่ะ ทั้งปลาทั้งผัก
คราวหน้าปุ้มจะเอาเมนูอะไรมาฝากก็อย่าลืมติดตามกันต่อไปนะค่ะ ส่วนใครที่มัปัญหาหรือข้อข้องใจเกี่ยวกับเรื่องการตั้งครรภ์ หรือเจ้าตัวน้อยก็ถามกันเข้ามาได้นะค่ะ ปุ้มจะพยายามหาคำตอบมาให้ค่ะ สำหรับวันนี้ลาไปพร้อมกับ เมนูน้ำพริกปลาทูสำหรับคุณแม่ ค่ะ



วันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2553

มดลูกแตกภัยร้ายสำหรับคุณแม่

มดลูกแตกภัยร้ายสำหรับคุณแม่


มดลูกแตก เกิดจากการที่มดลูกได้รับบาดเจ็บหรือการกระแทก ที่พบได้บ่อยคือ

- เกิดจากอุบัติเหตุทางรถยนต์

- การใช้ยากระตุ้นการบีบตัวของมดลูกอย่างไม่ถูกต้อง ทำให้เกิดการหดรัดตัวของมดลูกอย่างรุนแรง

- การทำคลอดทารกด้วยสูติศาสตร์หัตถการ เช่น การทำคลอดทารก ก้นทางช่องคลอด การกลับตัวของทารกในโพรงมดลูก และทำคลอดทารกติดไหล่

- การคลอดทารกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง หรือการออกแรงดันที่มดลูกอย่างแรงระหว่างเบ่งคลอด เป็นต้น

- สาเหตุอื่นนอกจากนี้ ได้แก่ การคลอดที่ติดขัดเป็นเวลานานจากสาเหตุต่างๆ เช่น เชิงกรานแคบ ทารกตัวโตมาก ท่าทารกผิดปกติ

การแตกของตัวมดลูกที่เกิดขึ้นเอง

- ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีประวัติที่ทำให้เกิดแผลเป็นที่โพรงมดลูกมาก่อน เช่น เคยได้รับการผ่าตัดที่มดลูก เคยผ่าตัดเนื้องอกมดลูก หรือทำแท้งบุตรแล้วเกิดภาวะแทรกซ้อน ซึ่งทำให้เกิดความอ่อนแอของผนังมดลูก ไม่ว่าจะเป็นผลจากมดลูกทะลุ หรือการติดเชื้อ เป็นต้น

- บางครั้งการแตกของมดลูกอาจเกิดขึ้นกับผู้ป่วย ที่ไม่เคยมีประวัติได้รับการผ่าตัดที่ตัวมดลูกมาก่อน และไม่เคยได้รับการทำหัตถการใดๆ ในโพรงมดลูกมาก่อน แต่กล้ามเนื้อของมดลูกเองมีความอ่อนแอจากการตั้งครรภ์และ คลอดบุตรมาแล้วหลายครั้งก็เป็นได้



          การแตกของมดลูกอาจเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ ทำให้โพรงมดลูกสามารถติดต่อกับช่องท้องได้โดยตรง หรือการแตกแบบไม่สมบูรณ์ ซึ่งยังคงมีเยื่อบุช่องท้องบางๆ ที่คลุมมดลูกกั้นอยู่ระหว่างโพรงมดลูกและช่องท้อง สำหรับการแยกตัวของมดลูกจากการผ่าตัดมดลูกครั้งก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การผ่าตัดคลอดและการผ่าตัดเนื้องอกของมดลูกนั้นถือเป็นการแตกของมดลูกแบบไม่สมบูรณ์อย่างหนึ่ง โดยที่ถุงน้ำคร่ำอาจยังไม่แตก และทารกยังคงอยู่ในโพรงมดลูก การแยกของแผลเป็น จากการผ่าตัดมดลูกลักษณะนี้นั้นมักแยกออกเพียงบางส่วนของแผลเป็น และยังคงมีเยื่อ บุช่องท้องกั้นระหว่างโพรงมดลูก และช่องท้อง ในกรณีนี้เลือดที่ออกมาให้เห็นทางชองคลอดมักมีน้อยมาก หรือไม่มีเลือดออกมาให้เห็นเลย

          กรณีที่มีการแตกของมดลูกแบบสมบูรณ์ ทารกจะมีอัตราการเสียชีวิตสูง ซึ่ง ถ้าสามารถตรวจพบว่าทารกยังมีชีวิตอยู่ภายหลัง มดลูกแตก  แพทย์จะรีบทำการผ่าตัดทันทีเพื่อช่วยชีวิตทารก อย่างไรก็ตามการผ่าตัดคลอดขณะที่แม่มีอาการวิกฤตก็ย่อมส่งผลต่อชีวิตของแม่ด้วย



          การวินิจฉัยภาวะ มดลูกแตก หากสามารถวินิจฉัยได้เร็ว ก็ยิ่งมีความปลอกภัยต่อชีวิตของทั้งมารดา และทารก อาการที่นำไปสู่การวินิจฉัยมดลูกแตกได้แก่

- อาการปวดและกดเจ็บบริเวณเหนือ หัวหน่าว

- มดลูกหยุดการหดรัดตัวโดยทันที ภายหลังจากที่มีการหดรัดตัวอย่างรุนแรง

- ไม่สามารถฟังเสียงการเต้น ของหัวใจทารกได้

- ส่วนนำของทารก ( ศีรษะ, ก้น หรือส่วนแรกที่คลอดออกมา) ลอยสูงขึ้น

- มีเลือดออกทางช่องคลอด หลังจากนั้นจะตามมาด้วยอาการแสดงของภาวะช็อก ได้แก่ชีพจรเต้นเร็ว ความดันต่ำ เนื่องจากมีการเสียเลือด มีเลือดออกในช่องท้อง

- การแตกของมดลูก สามารถเกิดได้ ในทุกระยะของการตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม ส่วนมากมักเกิดในระยะเจ็บครรภ์ สิ่งสำคัญก็คือไม่มีอาการแสดงใดๆ ที่จำเพาะก่อนที่มดลูกใกล้จะแตก



การรักษา

          นอกเหนือจากการรักษาสภาวะช็อกแล้ว การตัดมดลูกออกเป็นการรักษาหลักของภาวะมดลูกแตกแบบสมบูรณ์ ในกรณีที่มดลูกแตกแบบไม่สมบูรณ์และผู้ป่วยต้องการมีลูกอีก ยังต้องคำนึงถึงความเสี่ยงของการเก็บมดลูกไว้ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว หาก ประเมินแล้วมีความปลอดภัยสูง แพทย์อาจทำการเย็บซ่อมแซมบริเวณรอยต่อ ของมดลูกไว้ให้ได้ และวางแผนให้มีบุตรภายหลังการผ่าตัดอย่างน้อย 6 เดือน ถึง 1 ปี และ ต้องดูแลในระหว่างตั้งครรภ์ อย่างใกล้ชิด เพราะมีโอกาสเกิด มดลูกแตก ซ้ำได้อีก และอาจต้องเตรียมความพร้อมในการคลอดก่อนกำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในรายที่มีประวัติ มดลูกแตก เมื่ออายุครรภ์ยังไม่ครบกำหนด

จากนิตยสาร บันทึกคุณแม่ ฉบับ 188 มีนาคม 2009

วันอังคารที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เมนูแกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากรายสำหรับคุณแม่


เมนูแกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากรายสำหรับคุณแม่

          วันนี้ก็เป็นอีกวันว่างที่มีเวลาพอที่จะนำเมนู "แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากราย" มาฝากคุณแม่กันค่ะ ทานปลา ทานผักเยอะๆดีนะค่ะ เป็นเมนูง่ายๆที่ทำทานเองที่บ้านได้ค่ะ ก่อนอื่นก็ต้องเตรียมของกันก่อนนะค่ะ

ส่วนประกอบค่ะ

1. เครื่องแกงเขียวหวาน
2. น้ำกะทิ
3. ผัก(ถั่วพลู,ถั่วฝักยาว,ข้าวโพดอ่อน,มะเขือเปราะ,ใบโหระพา,ใบมะกรูด,พริกชี้ฟ้า แดง เขียว ฯลฯ แล้วแต่ชอบค่ะ)
4. เกลือ น้ำตาล ชูรส
5. ลูกชิ้นปลากราย




วิธีการทำค่ะ

          เริ่มต้นจากการนำเครื่องแกงลงไปคั่วจนหอม(ฉุน)ใส่น้ำกะทิตามลงไปคนเครื่องแกงให้ละลาย




เมื่อกะทิเดือดดีแล้ว ใส่มะเขือ ถั่วฝักยาว ข้าวโพดอ่อน ถั่วพลู ปรุงรสตามชอบได้เลยค่ะ ของปุ้มเติม เกลือ ประมาณ 2 ช.ช. ครึ่ง  เติม น้ำตาลทรายประมาณ 4-5 ช.ช. ตามด้วยชูรสนิดหน่อยค่ะก็โอแล้วค่ะ เพราะเครื่องแกงร้านนี้เขาอร่อยเหาะอยู่แล้ว





เสร็จแล้วตามด้วยลูกชิ้นปลากราย ตามด้วยพริกชี้ฟ้า แดง,เขียว รอให้เดือด แล้วตบท้ายด้วยใบมะกรูด
ปิดไฟได้เลยค่ะ อย่าลืมโรยใบโหระพาลงไปเยอะๆนะค่ะ จะได้ช่วยขับลมค่ะ




เสร็จแล้วค่ะ แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากรายสำหรับคุณแม่  พร้อมเสริฟ ใครใคร่ทานกับข้าวสวยร้อนๆ ก็ได้ ใครใคร่ทานกับขนมจีนก็ได้ ซึ่งก็อีกแหละค่ะเมื่อต้นเดือนก็เพิ่งทานขนมจีนน้ำยาไตปลา (ช่อน) วันนี้ก็คงไม่พ้นขนมจีนอีกแล้วค่ะ หุหุ..



          เชิญชิมได้เลยค่ะ ขนมจีน แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากรายสำหรับคุณแม่ พร้อมผักสด น่ารับประทานค่ะ ใครที่เบื่อเมนูขนมจีน ก็คอมเม้นท์กันมาได้นะค่ะ (อย่าเพิ่งคิดว่าที่บ้านเป็นร้านขายขนมจีนหล่ะ) ปุ้มจะได้บอกคุณเจนให้ (คุณเจนชอบทานขนมจีนค่ะ)เผื่อคราวหน้าจะได้หาเมนูอื่นมาฝากกันบ้าง  แต่ที่คุยกันเมื่อครู่ก่อนคุณเจนกลับบ้าน คาดว่าเมนูหน้า น่าจะเป็น "น้ำพริกปลาทู" ค่ะ ก็มีผักแล้วก็ปลาทู ซึ่งมีประโยชน์ต่อคุณลูกน้อยในท้องของเราด้วยค่ะ แล้วอย่าลืมติดตามกันต่อไปนะค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2553

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณแม่ท้องแข็ง?

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณแม่ท้องแข็ง?




1. ท้องแข็ง ที่ไม่เป็นอันตราย เกิดจากการบีบรัดตัวของมดลูกตั้งแต่อายุครรภ์ประมาณ 28 สัปดาห์ เป็นต้นไป ท้องแข็งแบบนี้ ทางการแพทย์เรียกว่า Braxton Hick Contraction จะ ไม่ทำให้เกิด การคลอดก่อนกำหนดค่ะ วิธีสังเกต คือ ท้องจะแข็งนานๆครั้ง และหายไปไม่สม่ำเสมอ ความแรงหรือความตึงของท้องไม่มากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้รู้สึกเจ็บ

2. อาการท้องแข็ง ที่อาจเป็นอันตราย และเป็นสัญญาณเตือนการคลอดก่อนกำหนด สาเหตุที่สำคัญที่พบได้บ่อยคือ มีการติดเชื้อภายในร่างกาย เช่นการติดเชื้อ ในระบบทางเดินปัสสาวะ การตั้งครรภ์แฝด ที่ทำให้ท้องมีขนาดใหญ่มาก มีประวัติเคยคลอดบุตรก่อนกำหนด ฯลฯ ลักษณะของอาการ ท้องแข็ง ที่เป็นอันตราย คือ ท้องจะแข็ งค่อนข้างสม่ำเสมอ ถี่ขึ้น และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะนั่งพัก หรือนอนพักแล้วอาการก็ยังไม่ดีขึ้น ถ้ามีลักษณะเช่นนี้ ว่าที่คุณแม่ควรไปพบสูตินารีแพทย์โดยทันที



รู้ทัน+รับมืออาการท้องแข็ง

          ถ้ามี อาการท้องแข็ง  สิ่งแรกที่คุณแม่ควรทำคือ นั่งหรือนอนพัก แล้วสังเกตดูว่า อาการท้องแข็งหายไปหรือไม่ หากพักแล้วอาการหายไปก็ไม่น่าเป็นอันตราย แต่ถ้าท้องยังคงแข็งอยู่ และถี่ขึ้น แรงขึ้น ควรรีบไปโรงพยาบาล ทันทีเพื่อให้คุณหมอตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคต่อไป

          ถ้าจำเป็น คุณหมอจะให้ยารับประทานเพื่อป้องกันการบีบรัดตัวของมดลูก ไม่ให้คลอดก่อนกำหนดในช่วงระยะเวลาที่เด็กยังไม่แข็งแรง แต่ถ้าคุณหมอเห็นว่าทารกในครรภ์แข็งแรงดีพอแล้ว หากจะมีการคลอดเกิดขึ้น หรือคุณแม่มีการติดเชื้อและให้การรักษาแล้ว ก็จะพิจารณาหยุดยาป้องกันการบีบรัดตัวของมดลูก อย่างไรก็ตาม บางครั้งถึงแม้จะไปพบแพทย์แล้ว ก็อาจหาสาเหตุที่ทำให้ ท้องแข็ง ไม่พบ ถึงอย่างนั้น ก็ควรไปพบแพทย์โดยเร็ว เพราะการให้ยาเพื่อให้มดลูกคลายการบีบตัวจะช่วยยืดระยะเวลาไม่ให้เกิดดารคลอดก่อนกำหนดได้ค่ะ



ข้อควรปฏิบัติและป้องกันอาการท้องแข็ง

          วิธีปฏิบัติโดยทั่วไปเพื่อไม่ให้มี อาการท้องแข็ง ที่อาจนำไปสู่การคลอดก่อนกำหนดที่พบบ่อยที่สุด คือ การป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อ โดยเฉพาะในทางเดินปัสสาวะ ด้วยการ

- ดื่มน้ำให้เพียงพอวันละ 1 ลิตร

- ไม่กลั้นปัสสาวะ

- หากมีปัสสาวะแสบขัด ควรไปพบแพทย์

- หากมีอาการไข้ อาจทานยาลดไข้(พาราเซตามอล) และรีบไปพบแพทย์ เพราะว่าขณะมีไข้ ว่าที่คุณแม่อาจท้องแข็งได้

จากนิตยสาร เรียลพาเรนติ้ง ฉบับ กุมภาพันธ์ 2552

วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เด็กคลอดก่อนกำหนดน้ำนมแม่ช่วยได้

เด็กคลอดก่อนกำหนดน้ำนมแม่ช่วยได้




         นักวิจัยชาวบราซิลบอกว่า กรดไขมันโอเมก้า 3 ที่พบในน้ำนมแม่นั้น สามารถกระตุ้นให้ทารกที่คลอดก่อนกำหนด มีพัฒนาการที่เร็วขึ้นหลังคลอด






         ซึ่งจากการศึกษาทารกที่คลอดก่อนกำหนด 37 คน ที่กินนมแม่ พบว่ากรดไขมันโอเมก้า 3 ในนมแม่ช่วยให้ทารกเหล่านี้มีการเจริญเติบโตที่พัฒนา ทั้งความยาวของลำตัว น้ำหนัก และลักษณะของกระหม่อมใน 6 เดือนแรกค่ะ ซึ่งโอเมก้า 3 ที่ได้รับก็มาจากคุณแม่ที่กินอาหารที่มีไขมันนี้อยู่ด้วยนั่นเอง






         กรดไขมันโอเมก้า 3 มีความสำคัญต่อเด็คลอดก่อนกำหนดมาก เพราะช่วยพัฒนาสมอง และพัฒนาด้านการมองเห็น ได้ตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ ไปจนถึงขวบปีแรกเลยทีเดียว






          อาหารที่อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ได้แก่ปลาแซลมอล ปลาแมคเคอเรล ปลาซาดีน ปลาทูน่า แต่ปลาที่มีโอเมก้า 3 เหล่านี้อาจมีสารปรอทปนเปื้อนอยู่ ดังนั้นคุณแม่ท้องและคุณแม่ที่กำลังให้นมลูกไม่ควรกินเกิน 2 มื้อ ต่อสัปดาห์นะค่ะ กินแต่พอดีมีประโยชน์ทั้งคุณแม่และลูกน้อยค่ะ


จากนิตยสารรักลูก ฉบับที่ 321 ตุลาคม 2552

วันอังคารที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2553

คุณแม่ท้องห้ามขาดธาตุเหล็ก

คุณแม่ท้องห้ามขาดธาตุเหล็ก

          ธาตุเหล็ก มีความสำคัญกับเราทุกคนค่ะ ยิ่งถ้าเป็นแม่ท้องที่มีอีกหนึ่งชีวิตมาร่วมแบ่งปันอาหารไปด้วยแล้วธาตุเหล็ก ก็ยิ่งมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นอีก เพราะช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ซึ่งจะเป็นตัวนำอาหารและออกซิเจนมาให้ลูกน้อย ทำให้แม่ท้องต้องการปริมาณ ธาตุเหล็ก เพิ่มขึ้น เพราะถ้าลูกได้รับธาตุเหล็ก ไม่เพียงพอ ก็จะทำให้ได้รับอาหาร และ ออกซิเจนน้อยตามไปด้วย ส่งผลโดยตรงต่อการเจริญเติบโตของลูกน้อยในครรภ์

          นอกจากนี้ ในขณะตั้งครรภ์ คุณแม่จะมีฮอร์โมนที่ทำให้น้ำในร่างกายเพิ่มขึ้น คุณแม่จึงดูเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล แต่เมื่อน้ำเพิ่มขึ้น ความเข้มข้นของเลือดจะลดลงค่ะ ส่งผลต่อการสร้างเม็ดเลือด การนำอาหาร และออกซิเจนต่างๆ มาให้ลูก ด้วยเหตุนี้ ธาตุเหล็ก จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่แม่ท้องขาดไม่ได้เลย



ธาตุเหล็กในแม่ท้อง.....เท่าไรจึงพอ

          โดยเฉลี่ย แม่ท้อง ต้องการธาตุเหล็ก ประมาณ 1,000 มิลลิกรัม โดย แบ่งเป็นของลูกน้อยและรก ประมาณ 300 มิลลิกรัม ส่วนของคุณแม่ที่ต้องการ ธาตุเหล็ก เพิ่มขึ้น 500 มิลลิกรัม และยังมี ธาตุเหล็ก ที่ถูกขับออกมาประมาณ 200 มิลลิกรัม รวมๆแล้วคุณแม่จึงต้องการ ธาตุเหล็ก ประมาณ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน ต้องเพิ่มถึง 10 มิลลิกรัมต่อวันจึงจะเพียงพอค่ะ

ปกติในการไปฝากครรภ์ คุณหมอจะตรวจเลือดเพื่อเช็กสุขภาพ คุณแม่อยู่แล้ว และจะป็นผู้ให้ ธาตุเหล็กเสริมเพื่อให้เพียงพอต่อวัน พร้อมกับแนะนำให้แม่ท้องกินอาหารที่มี ธาตุเหล็ก ด้วย เพราะหากปริมาณธาตุเหล็ก ที่ได้รับเกิน 6 มิลลิกรัมต่อวัน ร่างกายจะขับส่วนเกินออกมาเองค่ะ แต่ถ้าได้น้อยสิค่ะไม่ดีแน่ๆเลย



ธาตุเหล็กหลังคลอด

          แม้ลูกน้อยจะลืมตาดูโลกแล้ว แต่ คุณแม่ก็ยังควรกินธาตุเหล็ก ต่อไปอีกอย่างน้อย 1 เดือนหลังคลอด เพราะคุณแม่ได้สูยเสียเลือดไปจำนวนมากในช่วงคลอด ควรกิน ธาตุเหล็ก ต่อเพื่อทดแทนเลือดที่สูญเสียไป ยกเว้นในกรณีที่คุณแม่เป็นโรคโลหิตจาง และต้องกิน ธาตุเหล็ก ต่อไป อีกประมาณ 3 เดือน และต้องมาตรวจเช็คร่างกายเป็นระยะตามที่คุณหมอนัดอย่างเคร่งครัดด้วยนะค่ะ


อาการแบบนี้ขาดธาตุเหล็ก


          คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ขาดธาตุเหล็ก ก็เหมือนเลือดในร่างกายลดลง โดยจะมีอาการที่สังเกตทางร่างกายง่ายๆคือ หน้าซีดขาว ปากซีด ตัวซีด หรือขาวอมเหลือง ลิ้นจะมีลักษณะเลี่ยนๆ (ไม่มีเม็ดนูนๆขึ้นที่ผิวลิ้น) และจะมีแผลปากเปื่อยได้ง่ายค่ะ ส่วนอาการอื่นๆ ที่พบคือเหนื่อยง่าย เป็นลมง่าย ลุกขึ้นยืนเร็วๆ ก็จะวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด ซึ่งเกิดจากการที่เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ

          ส่วนเจ้าตัวเล็กก็จะได้รับผลเสียจากการขาดธาตุเหล็ก ทางอ้อม นั่นคือได้รับสารอาหารและออกซิเจน ไม่เพียงพอรวมถึงส่งผลต่อการคลอดก่อนกำหนด และภาวะเติบโตช้าในครรภ์ อีกด้วยค่ะ

          แต่ผลกระทบต่อคุณแม่ ก็มีมากกว่าทั้งภาวะเสี่ยงตอนคลอด เช่นการติดเชื้อต่างๆ เพราะเนื้อเยื่อภูมิต้านทานน้อยลง แผลก็จะเกิดการติดเชื้อได้ง่าย ขั้นร้ายแรงที่สุดคืออาการช็อก ในบางกรณีที่ตกเลือด คุณแม่ที่ไม่ได้กิน ธาตุเหล็ก สะสมเอาไว้จนอยู่ในภาวะโลหิตจาง อาจมี ความดันโลหิตต่ำถึงขั้นช็อกได้ค่ะ เมื่อร่างกายช็อก ผลที่ตามมาคือ เลือดไปเลี้ยงร่างกายบางส่วนไม่พอ เนื่องจากธรรมชาติ จะเอาเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนสำคัญเพื่อการดำรงชีวิตก่อน เช่น สมอง ไต หัวใจ ซึ่งมดลูก มีความสำคัญ น้อยลงมา ทำให้เลือดถูกส่งไปเลี้ยงน้อย มดลูกก็จะไม่บีบตัว ยิ่งตกเลือดมากขึ้น ส่งผลให้เกิดอันตรายร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ค่ะ



อาหารแหล่งอุดมธาตุเหล็ก

          แหล่งอาหารที่มี ธาตุเหล็ก สามารถกาได้จากเนื้อสัตว์ และผักผลไม้หลายชนิดค่ะ จำพวก เนื้อแดง ตับวัว ตับไก่ เครื่องในสัตว์ นมสด ไข่แดง ส่วนในผักผลไม้ก็จะเป็น ผักใบเขียว สาหร่าย ผักโขม ผักบุ้ง ตำลึง ดอกแค ใบชะพลู ถั่งเหลือง ข้าวกล้อง และเมล็ดธัญพืชต่างๆ

          โดยในแต่ละวันควรกินอาหารที่มี ธาตุเหล็ก ให้หลายชนิดทั้งผักและผลไม้ควบคู่กันไป ไม่ต้องกังวลว่าจะกินธาตุเหล็กเกินปริมาณที่แนะนำต่อวัน เพราะยิ่งได้ความเข้มข้นของเลือดมากเท่าไหร่ยิ่งดีต่อ คุณแม่และลูก ค่ะ



จากนิตยสาร รักลูก ฉบับที่ 321 ตุลาคม 2552

วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2553

กรนตอนท้องอันตรายต่อคุณแม่ตั้งครรภ์และลูกน้อย

กรนตอนท้องสัญญาณเตือนโรคเบาหวาน




          งานวิจัยจาก Northwestern University พบว่าหญิงตั้งครรภ์ ที่มัก กรน อยู่บ่อยๆ จะมีแนวโน้มเป็นโรคเบาหวาน ได้ค่ะ

          นักวิจัยได้ศึกษาผู้หญิงจำนวน 189 คน โดยทดสอบจากการนอนหลับตั้งแต่ ตอนตั้งครรภ์ ได้ 6-20 สัปดาห์ และทดสอบอีกครั้งเมื่อถึงไตรมาสสุดท้ายของ การตั้งครรภ์  พบว่า คุณแม่ที่นอนกรน อย่างน้อยสามคืนต่อสัปดาห์มีโอกาสเป็น โรคเบาหวาน  14.3 % ขณะที่คนไม่กรน มีโอกาสเป็นเพียง 3.3 % แต่เรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ด้วย เช่น ร่างกาย อายุ และเชื้อชาติค่ะ

          Dr.Francesca Facco จาก Northweatern Memorial Hospital ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า การนอนหลับไม่สนิทรวมถึง การนอนกรนระหว่างตั้งครรภ์ จะส่งผลเสียต่อหัวใจ และระบบการเผาผลาญของร่างกาย การนอนกรน อาจเป็นสัญญาณของปัญหาระบบทางเดินหายใจ และการลดลงของออกซิเจนขณะหลับ เป็นสาเหตุให้ระบบต่างๆ ในร่างกายแย่ลง จนไปกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท ทำให้เกิดความดันเลือดสูงขึ้นในตอนกลางคืน ส่งผลให้ระบบการเผาผลาญในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งถือเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการ เกิดโรคเบาหวาน มากขึ้นค่ะ

          ในการศึกษาครั้งนี้ยังพบว่า ผู้หญิงตั้งครรภ์เดือนแรกๆ จะกรนเพียง 11 % แต่เมื่อถึงไตรมาสสุดท้ายการ กรน จะเพิ่มเป็น 16.5 % แม้ว่า การกรนจะมีผลต่อการเป็นโรคเบาหวาน  แต่ ก็ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวและอื่นๆ ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาต่อระบบทางเดินหายใจ

          ผู้หญิงที่มีระดับน้ำตาลในเลือดปกติ จะมีโอกาสเป็น โรคเบาหวาน เพียง 4 % แต่ถ้าระดับน้ำตาลในเลือดสูงโอกาสเสี่ยงเป็น โรคเบาหวาน ก็มากขึ้น ซึ่ง โรคเบาหวานส่งผลต่อทารก ด้วย เช่น ทำให้ทารกมีน้ำหนักตัวมากกว่าอายุครรภ์ ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ เป็นโรคอ้วน และมีระบบการเผาผลาญที่ผิดปกติ

          อันนี้ก็เป็นเรื่องนึงที่อ่านมาแล้วอยากเอามาฝากคุณแม่ทุกๆท่านค่ะ ปุ้มคัดลอกมาจาก หนังสือ รักลูกฉบับที่ 321 ตุลาคม 2552 เรื่องของเรื่องที่ปุ้มได้เอาเรื่องนี้มาฝากกันในวันนี้เพราะปุ้มเองก็เจาเลือดมาสองครั้งแล้วปรากฏว่าน้ำตาลในเลือดสูง ครั้งหน้าหมอเลยนัดตรวจอีก แต่จะเป็นแบบเจาะสี่ครั้งเลย คือ ตอนเช้าให้งดอาหาร เครื่องดื่ม ไปค่ะ เจาะก่อนหนึ่งครั้ง แล้วให้ดื่มน้ำตาล เข้าไปแล้วจะเจาะทุกชั่วโมง อีกสามครั้ง รวมเป็นสี่ เห็นคุณหมอบอกว่าเป็นเพราะการเผาผลาญน้ำตาลไม่ดี ก็ต้องรอลุ้นคราวหน้าว่าจะเป็นยังงัยบ้าง...เฮ้อ ขอให้คุณแม่ทุกคนจงแข็งแรง และอย่าลืมนะค่ะการผักผ่อนให้พียงพอและหลับสนิทเป็นสิ่งจำเป็นพอๆกับอาหารเลยค่ะ ระบบต่างๆในร่างกายของเราจะได้ทำงานได้อย่างสมบูรณ์ค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2553

แคลเซียมสำคัญสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์จริงหรือ?

แคลเซียมสำคัญสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์จริงหรือ?

              พอดีวันนี้ได้มีโอกาสอ่านหนังสือบันทึกคุณแม่ ฉบับ เดือนกันยายน 2009 แล้วเจอบทความดีๆที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆ คุณแม่ทั้งหลายก็เลยถือโอกาสเอามาแบ่งปันกันค่ะ






แคลเซี่ยมมีประโยชน์อย่างไรกับคุณแม่ตั้งครรภ์


              เพื่อนๆคงทราบกันดีอยู่แล้วว่าในคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ การได้รับแคลเซี่ยมที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย จะช่วยให้การทำงานของทุกระบบเป็นไปอย่างสมบูรณ์ขึ้น เพราะถึงช่วงหนึ่งของการตั้งครรภ์แคลเซียมจะถูกดูดไปใช้ในการสร้างกระดูกและฟันของทารกในครรภ์ เราจึงพบได้ว่าในคุณแม่ที่ตั้งครรภ์มักจะมีอาการฟันผุเกิดขึ้น รวมทั้งโรคกระดูกพรุนก็จะตามมาด้วยเช่นกัน ดังนั้นในแต่ละวันของการทานอาหารก็ควรที่จะเน้นรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมอยู่ด้วย ก็จะช่วยให้แคลเซียมในร่างกายมีเพียงพอต่อความต้องการของทั้งคุณแม่และคุณลูกด้วย






คุณแม่ตั้งครรภ์กับการขาดแคลเซียม


- การทำงานของกล้ามเนื้อ ระบบประสาท กระบวนการเมตาบอลิซึมของเซลล์จะทำงานผิดปกติ
- กระดูกจะเปราะบางลง
- ในคุณแม่ที่ขาดแคลเซียมอยู่ตลอดเวลา และขาดในระยะเวลานานต่อเนื่องกัน สิ่งที่ตามมาก็คือ จะทำ  ให้เกิดการผุกร่อนของกระดูกลงได้
- พอถึงช่วงเวลาหนึ่งของวัย ในคุณแม่หรือคนที่ขาดแคลเซียม จะทำให้ส่วนสูงลดลง เนื่องจากสูญเสียแคลเซียม จึงทำให้ไม่มีการสะสมแคลเซียมในกระดูกนั่นเอง
- ความแข็งแรง หรือพละกำลังในการเบ่งคลอดลูกก็จะลดน้อยลงหรือในบางรายก็ไม่มีแรงเบ่งเลย






แหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม


           แหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียมมีอยู่มากมายหลายชนิดค่ะ ไม่ว่าจะเป็นแคลเซียมที่อยู่ในนม ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรดื่มนมโดยประมาณ 1-2 แก้วต่อวัน ในนมหนึ่งแก้วจำนวน 250 มิลลิลิตร จะให้แร่ธาตุแคลเซียมอยู่ที่ 300 มิลลิกรัม แต่การรับประทานอาหารปกติทั่วไปในแต่ละวันก็จะได้แคลเซียมจากอาหารอยู่ที่ประมาณ 300-400 มิลลิกรัมต่อวัน ทั้งนี้ความต้องการแคลเซียมในแต่ละวันสูงถึง 1,200 มิลลิกรัม จึงมีความจำเป็นต้องได้รับจากอาหารที่มีแคลเซียมสูง ซึ่งนมเป็นแหล่งอาหารแคลเซียมที่ดีที่สุด สำหรับอาหารอื่นๆที่เป็นแหล่งที่ดีของแคลเซียม นอกจากนม ได้แก่ ปลาไส้ตัน ปลาตัวเล็กที่กินได้ทั้งก้าง ผักใบเขียวเข้ม อย่างผักคะน้า บร็อกโคลี่ งา หรือ เต้าหู้ขาวชนิดแข็ง แข็ง

วันอังคารที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เมนูสำหรับคุณแม่เบื่อ ข้าว ข้าว ๆๆๆ ทุกมื้อ


เมนูสำหรับคุณแม่เบื่อ ข้าว ข้าว ๆๆๆ ทุกมื้อ    
 
                อย่างที่บอกกันไว้เมื่อเดือนที่แล้วว่าเดือนนี้จะมีเมนูคุณแม่มาฝากกัน มีหลายคนพูดว่าให้คุณแม่ทานปลาเยอะๆจะดี ลูกจะฉลาด เป็นอีกตัวชวยนึงที่นอกเหนือจากกรรมพันธุ์ เป็นปัจจัยภายนอกที่คุณแม่น่าจะทำได้เพื่อลูกน้อย อย่างปุ้มเป็นคนไม่ชอบทานปลาก็ค่อนข้างยากหน่อยต้องพยายามหาเมนูปลาๆๆๆแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทานปลาทุกมื้อ แต่พยายามทานให้บ่อยเท่าที่ทานได้ค่ะ สำหรับวันนี้ก็จะเป็นเมนูขนมจีน น้ำยาไตปลา(ปลาช่อน)แม่ของปุ้มบอกว่าอย่าทานเลยเพราะมันเป็นแป้งหมักเดี๋ยวจะท้องเสีย แต่ความอยากไม่เคยปราณีใคร ก็เลยทำทานดูท้องไม่เสียค่ะ ทานได้(ทำเอง สะอาดปลอดภัย) แค่อย่าทานเป็นมื้อแรกของวันค่ะ  ส่วนความเผ็ดแล้วแต่ชอบค่ะ ปุ้มชอบทานเผ็ดมากก็ตามนั้นค่ะ หลายคนบอกว่าทานเผ็ดไม่ดีจะทำให้ลูกออกมาผมน้อย ไม่จริงค่ะ ถามคุณหมอมาแล้ว เขาแค่กลัวว่าคุณแม่จะท้องเสีย เสียดท้อง อะไรประมาณนี้มากกว่าค่ะ อยากให้ลูกผมดกอันนี้ก็ขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์ค่ะ ส่วนปัจจัยภายนอกก็อาหารจำพวกโปรตีนนะค่ะ หาทานกันได้ พล่ามมากไปแล้วมาเริ่มเตรียมเครื่องปรุงกันดีกว่าค่ะ



ไตปลา(ปลาช่อน)                                        1 ถุง
เครื่องแกงกะทิ                                             10 บาท
น้ำกะทิ                                                         20 บาท
ผัก(กะเอานะค่ะแล้วแต่ชอบ)หน่อไม้ต้ม ชะอม ฟักทอง ถั่วฝักยาว ลูกเหรียง มะเขือ มะเขือพวง สตอ
ปลาย่างแกะเอาแต่เนื้อ(ปุ้มใช้ปลาโอ)         1 ตัว





เริ่มทำกันได้เลยค่ะ


 

เอากะทิใส่หม้อตั้งไฟให้เดือดก่อน แล้วใส่ไตปลาลง ไปกรองเอาแต่น้ำนะค่ะ




จากนั้นก็ใส่เครื่องแกงคนให้เครื่องแกงละลาย แล้วใส่ผักตามลงไป และปลาย่างตามไปติดๆเลยค่ะเสร็จแล้วก็ปรุงรสตามชอบนะค่ะ


            

              เป็นอันว่า หาผักและเครื่องเคียงเสร็จเรียบร้อยก็ลงมือทานกันได้เลยค่ะ ของปุ้มทำแตงดองด้วยส่วนใครที่มี แครอท มะละกอก็ใส่รวมกันไปได้นะค่ะ แต่พอดีของปุ้มไม่ได้ซื้อมาค่ะ ส่วนสำหรับใครที่ไม่ชอบกะทิก็ไม่ต้องใส่นะค่ะ แต่สำหรับปุ้มแล้วน้ำยาไตปลากะทิ อร่อยๆ หาซื้อทานยากค่ะก็เลยทำแบบใส่กะทิค่ะ ลองทำทานกันดูนะค่ะ เครื่องปรุงไม่มาก ทำทานไม่ยาก ทำเอง ทานเองร้อนๆ อย่าลืมนะค่ะ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือด้วย ออลืมบอกไปค่ะ สูตรนี้ได้มาจาคุณเจน เป็นคนนครศรีธรรมราช การันตีความอร่อย สุดยอดค่ะ สุโค่ย จริงๆ ถ้าคุณแม่คนไหนอยากทานอะไร หรืออยากให้ปุ้มทำเมนูอะไรมาให้ดูกันก็ ฝากข้อความไว้ได้นะค่ะ แล้วจะพยายามหาสูตรที่คิดว่าเริ่ดสุดมาทำให้ดูกันค่ะ