Custom Search

วันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

การออกกำลังกายสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ทำได้จริงหรือ?

การออกกำลังกายสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ทำได้จริงหรือ?


         ก่อนอื่นต้องขอโทษนะค่ะที่หายไปหลายวันพอดีหาคนถ่ายรูปให้ไม่ได้เลย วันนี้เลยล่อหลอกเพื่อนที่แสนดีมาที่บ้านชวนมาทำขนมจีนทานกัน ซึ่งเดือนหน้าจะมีเมนูอาหารสำหรับคุณแม่มาฝากกันด้วยคาดว่าน่าจะทั้งเดือนเพราะคิดไว้หลายเมนูมากค่ะ

         การออกกำลังกายสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ ถือเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งสำหรับ คนท้อง กันเลยทีเดียวค่ะ เพราะญาติๆผู้มีประสบการณ์(คนสูงอายุ) บอกว่าจะช่วยแก้ปวดเมื่อย ทำให้คุณแม่แข็งแรงและ คลอดง่าย ค่ะ วันนี้ก็มีท่าบริหารมาฝากกันค่ะเป็นท่าที่เอามาจากหนังสือ “แม่สมส่วน ลูกสมบูรณ์ คุณทำได้”ของคุณถือศีล ดิฐวัฒน์โยธิน (ครูสอนโยคะ) ซึ่งปุ้มเป็นคนที่ขี้เกียจ ออกกำลังกาย มากๆ แค่นั่งเฉยๆก็เหนื่อยแล้ว แต่ก็ยังอยากหุ่นดี อิอิ ก็เลยหาซื้อหนังสือมาอ่านแล้วลองทำดู ตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะทำได้เพราะคิดว่า คงจะติดพุง อึดอัด ยากบ้างหละ โน่น.. นี่.. นั่น..(ขี้เกียจ) แต่พอลองทำแล้วก็ทำได้จริงๆค่ะเป็นอะไรที่ไม่ยาก ปุ้มไม่ได้เอามาหมดนะค่ะ จะเอามาเฉพาะบางท่าที่ตัวเองทำได้ ให้เพื่อนๆที่กำลังท้องป่องลองไปทำกันดูนะค่ะ

 ท่าออกกำลังกายสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

 
ท่าบริหารบรรเทาการปวดเมื่อย


















เป็นท่าออกกำลังกายสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ ที่ทำได้ไม่ยาก เอามาฝากกันแล้วก็อย่าลืมไปลองทำกันดูนะค่ะ วันละท่าสองท่า ไม่ต้องหักโหมมากนะค่ะ เอาแค่พอทำได้เหนื่อยก็พักแล้วจะหาอะไรใหม่ๆมาฝากกันเรื่อยๆอย่าลืมติดตามกันนะค่ะ ส่วนใครที่เปิดเข้ามาเจอแล้วมีอะไรจะแนะนำฝากไปยัง คุณแม่ ท่านอื่นๆก็สมัครสมาชิก แล้วก็เข้ามาคอมเมนท์กันได้ค่ะ อยากรู้อะไรก็บอกไว้ ปุ้มจะพยายามหาคำตอบมาให้ทุกคนค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

จะทำอย่างไรดีเมื่อต้องเลี้ยงลูกด้วยนมขวด ?

จะทำอย่างไรดีเมื่อต้องเลี้ยงลูกด้วยนมขวด ?


                   อาจเป็นเรื่องไม่ง่ายเลยสำหรับคุณแม่บางคนที่ไม่สามารถให้ลูกดื่มนมจากเต้าได้ อาจจะเนื่องมาจากไม่มี น้ำนม ออกมาจริงๆ หรือคุณแม่บางคนก็ต้องทำงาน ไม่มีเวลาเลี้ยงลูกเอง ก็ไม่ใช่ปัญหาค่ะปุ้มก็มีวิธีการมาแนะนำด้วยว่าต้องทำอย่างไรบ้าง




ความสะอาด

          คุณแม่หรือพี่เลี้ยงจะต้องล้างมือให้สะอาด ก่อนชงนมทุกครั้งนะค่ะ เพื่อป้องกันเชื้อโรคค่ะ




การเตรียมน้ำชงนม

          ควรมีกระติกน้ำสะอาดที่ไว้ใสน้ำที่ต้มสุกแล้ว (ทิ้งไว้ให้เย็น) เอาไว้ให้ลูกดูดเวลาหิวน้ำ และเอาไว้ผสมกับน้ำร้อนตอนชงนมให้ลูก ลูกจะได้ไม่ต้องรอนานกว่านมจะอุ่น






ปริมาณนม

          อันนี้ต้องดูที่ตารางการใช้นมให้เหมาะสมหรับอายุของลูกน้อย การเลือกซื้อนมก็ต้องดูด้วยนะค่ะว่าสำหรับเด็กทารกรึเปล่า และไม่ควรใส่นมเกินกว่าที่ข้างกล่องบอกไว้นะค่ะเพราะอาจทำให้ ลูกน้อยท้องผูก ได้ค่ะ ชงเสร็จแล้วก็ทดสอบก่อนนะค่ะว่าร้อนเกินไปสำหรับลูกรึเปล่าโดยเหยาะนมลงบนหลังมือ ดูว่าใช้ได้หรือยัง






การอุ่นนม

           สำหรับคุณแม่ที่ต้องทำงานด้วยเลี้ยงลูกไปด้วย อาจไม่มีเวลาเหลือเฟือที่จะชงนมให้ลูกได้ทุกครั้ง ก็สามารถชงเตรียมไว้สำหรับ 24 ชม.ได้ค่ะ โดยชงใส่ในภาชนะที่สะอาดปลอดภัย แล้วก็ตวงใสขวดไว้ให้พอดีสำหรับการดื่มแต่ละครั้ง แล้วเก็บใส่ตู้เย็นไว้ เมื่อถึงเวลาลูกหิวก็เอาออกมาอุ่นทีละขวด ซึ่งปัจจุบันนี้เขาก็มีที่อุ่นไฟฟ้าขายกันแล้วค่ะ สะดวกดีนะค่ะ พอนมอุ่นก็ให้ลูกน้อยดื่มได้เลยค่ะ ไม่ควรให้ลูกดื่มนมที่ออกมาจากตู้เย็นทันทีนะค่ะ อุ่นสักนิดนึงให้ลูกได้รู้สึกเหมือนว่าได้ ดื่มนมอุ่นๆจากอกแม่ จะดีกว่าค่ะ แต่ระวังอย่าให้ร้อนเกินไปนะค่ะเพราะเดี๋ยวลูกจะปากพอง






วิธีการเลือกนมผงให้ลูกน้อย

          ปัจจุบันก็มี นม ออกมามากมายหลายยี่ห้อ คุณแม่ควรเลือกยี่ห้อที่เหมาะกับลูกเรานะค่ะอย่าติดยี่ห้อมากเกินไป ต้องสังเกตด้วย ว่าลูกเราดื่มนมยี่ห้อนี้แล้วถ่ายปกติ มั้ย รู้สึกว่าลูกเราดื่มแล้วแข็งแรงดีมั้ย และไม่ควรเปลี่ยนยี่ห้อนมบ่อยๆนะค่ะเพราะอาจทำให้ลูกน้อยท้องเสียได้ค่ะ และต้องเลือกนมให้เหมาะกับวัยของลูกน้อย ด้วยนะค่ะ ซึ่งเขาจะเขียนบอกไว้ด้านข้างกล่องว่าเหมาะสำหรับเด็กในวัยไหน อย่าลืมสังเกตด้วยนะค่ะว่าลูกเราถ่ายปกติมั้ย เพราะลูกของเพื่อนปุ้มถ่ายออกมาเป็นเลือดเลยปรากฏว่าคุณหมอบอกว่าแพ้นมวัว ก็เลยต้องทานนมแพะแทนซึ่งก็มีหลายคนบอกนะค่ะว่านมแพะมีคุณสมบัติใกล้เคียงนมแม่มากที่สุด อันนี้ปุ้มก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าจริงรึเปล่า แต่ที่เขาว่ากันว่าถ้าลูกดื่มนมแพะแล้วกลิ่นตัวจะแรง อันนี้ไม่จริงค่ะ เพราะลูกเพื่อนปุ้มไม่มีค่ะมีแต่กลิ่นแป้งเด็กค่ะ นมแพะ ราคาค่อนข้างแพงและหาซื้อยากซักนิดนึงนะค่ะ






การเลือกจุกนม
          จุกนม ซึ่งโดยปกติก็มีขายทั่วไป ส่วนรูที่หัวนมจะเล็กใหญ่ก็ตามความเหมาะสม จะมีขนาด G M L S สำหรับเด็กเบบี้ ค่ะ

วันพุธที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

อะไรบ้างที่คุณแม่ให้น้ำนมลูกน้อยควรทำ ?

อะไรบ้างที่คุณแม่ให้น้ำนมลูกน้อยควรทำ ?


ความตั้งใจจริงของคุณแม่

          คุณแม่ต้องตั้งใจแน่วแน่ที่จะอยากเห็นลูกน้อยเติบโตมาด้วยสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ ไม่ขี้โรค เพราะปุ้มเคยมีเพื่อนอยู่สองสามคนบอกว่าเจ็บบ้าง จั๊กจี้ บ้างแรกๆก็ต้องอดทนกัน นิดนึง นะค่ะ เดี๋ยวก็จะค่อยๆชินไปเอง มาดูกันค่ะ ว่ามี อะไรบ้างที่คุณแม่ให้น้ำนมลูกน้อยควรทำ






ผ่อนคลาย


          คุณแม่ต้องทำใจให้สบาย ผ่อนคลาย เพื่อพร้อมที่จะ ให้นมลูก แล้วอย่าลืมพูดคุยกับลูกน้อยของคุณด้วยนะค่ะ เพื่อให้ลูกเรารู้สึกถึงความอบอุ่น อาจร้องเพลงให้ลูกฟังก็ได้นะค่ะ






พักผ่อนให้เพียงพอ


          คุณแม่ต้องเตรียมร่างกายให้พร้อมควรพักผ่อนให้เพียงพอ (แอบหลับพร้อมลูก ) เพราะเมื่อร่างกายคุณแม่สมบูรณ์ได้พักผ่อนเพียงพอ ก็สามารถผลิต น้ำนม ได้เต็มที่เช่นกัน






ให้ลูกดูดนมอย่างสม่ำเสมอ


          ควรให้ ลูกดูดนม เป็นเวลา แม้กระทั่งกลางคืน ทุก 2-3 ชม. เนื่องจาก นมแม่ ย่อยง่ายจึงทำให้ลูกหิวบ่อยกว่า นมขวด






กินอาหารให้ครบทั้งห้าหมู่


          เพราะลูกเราก็ก็ได้รับในสิ่งที่เราได้รับค่ะ โดยทั่วๆไปจะมีอาหารที่ช่วย กระตุ้นน้ำนมแม่ ด้วยนะ อย่างเช่น แกงเลียง ดื่มน้ำมากๆ ทานไปเลยนะค่ะไม่ต้องกลัวอ้วน เพราะลูกจะช่วยดูดสารอาหารจากคุณแม่ไป

วันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ทำอย่างไรดีหลังคลอด

ทำอย่างไรดีหลังคลอด


          หลังคลอด แล้วร่างกายบางส่วนของคุณแม่จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เอง แต่ก็มีหลายสิ่งที่คุณแม่ควรทราบนะค่ะ




มดลูก


          คุณแม่จะรู้สึกปวดท้องเล็กน้อย เพราะมดลูกจะหดตัวลง โดยมดลูกจะกลับเข้าที่สู่ขนาดปกติภายใน 1 เดือน






น้ำคาวปลา


          น้ำคาวปลา จะมีลักษณะเป็นสีแดงคล้ายน้ำล้างเนื้อ นี่คือสิ่งที่คุณแม่ต้องขับออกมา หลังคลอด บางคนก็มียาสำหรับ ขับน้ำคาวปลา โดยน้ำคาวปลา นี้จะถูกขับออกมาโดยใช้เวลาประมาณ สองอาทิตย์






เต้านม


          นมคุณแม่จะตึงเจ็บเล็กน้อย เพราะร่างกาย ผลิตน้ำนม เพื่อลูกน้อย คุณแม่ควรให้ ลูกดื่มนมทันที่ หลังคลอด (ซึ่งโดยส่วนใหญ่พยาบาลจะส่งลูกให้คุณแม่ให้นมลูกเอง)และคุณแม่ควรให้ลูกดื่มนมจากเต้าอย่างน้อย สามเดือนนะค่ะ






หน้าท้องและต้นขา


          หลังคลอด แล้วคุณแม่ต้องใช้เวลานานกว่าที่ผิวหน้าท้องจะกลับมาเหมือนเดิม(ซึ่งค่อนข้างยากค่ะ) บางคนอาจ ท้องลาย มาก ท้องลาย น้อยขึ้นอยู่กับความหนาของผนังหน้าท้อง และไขมันที่มีอยู่เดิมค่ะ ปุ้มก็ได้ลองสอบถามจากพี่ๆ เพื่อนๆที่เคยมี ประสบการณ์การคลอด มาก่อนแล้ว ชนิดเปิดท้องดูและถามวิธีการปฏิบัติตัวกันเลยทีเดียว โดยส่วนมากคนที่หน้าท้องไม่ย่นและกลับมาเรียบเหมือนเดิมคือ คนที่ได้รับการเข้าคอร์สอยู่ไฟ แต่จากที่เห็นปุ้มว่าน่าจะขึ้นอยู่กับลักษณะผิวของเราด้วยค่ะ ถ้าใครไม่มีเงินไปเข้าคอร์สก็ง่ายๆค่ะ กระเป๋าน้ำร้อนนี่แหละค่ะ ดื่มเฉพาะน้ำอุ่น ห้ามน้ำเย็นนะค่ะ ออกกำลังกายช่วยด้วยนะค่ะ






การอาบน้ำ


          ควรอาบน้ำอุ่นค่ะ น้ำเย็นห้ามเด็ดขาดนะค่ะ อันนี้ไม่ได้ฟังมาจากหมอ แต่ฟังมาจากผู้สูงอายุแถวบ้านค่ะอาบน้ำสระผมได้






แผลเย็บ


          การคลอดธรรมชาติ ปากช่องคลอดจะต้องฉีกขาดแน่นอนค่ะ เพราะคุณหมอต้องใช้มีดกรีดปากช่องคลอดเพื่อช่วยให้คลอดสะดวกค่ะ แล้วคุณหมอก็จะเย็บแผลให้ค่ะ จากที่ฟังมาประมาณอาทิตย์กว่าๆก็แผลก็หายแล้วค่ะ อย่าลืมทำความสะอาดหลังการขับถ่ายทุกครั้งนะค่ะ ซับให้แห้งเพื่อความสะอาดและแผลจะได้หายเร็ว เบาๆมือนะค่ะ

วันพุธที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ทำไมต้องผ่าคลอด ?

ทำไมต้องผ่าคลอด ?

          โดยปกติทั่วไปคุณหมอมักจะแนะนำว่าคลอดเองตามธรรมชาติจะดีที่สุด   เพราะจะทำให้  คุณแม่ฟื้นตัวได้เร็ว   แต่ก็มีบางรายที่จะเป็นต้องผ่าคลอด มาดูกันค่ะว่า ทำไมต้องผ่าคลอด


การผ่าตัดคลอด ก็คือการนำทารกออกมาทางหน้าท้อง ในกรณีที่ไม่สามารถคลอดธรรมชาติ ได้


1.ทารกตัวโตเกินไป


2.กระดูกเชิงกรานของคุณแม่แคบ ลูกน้อยไม่สามารถผ่านช่องคลอดออกมาได้


3.ทารกไม่กลับหัว(เอาหัวลง)


4.เคยได้รับ การผ่าตัด ที่มดลูกมาก่อน


5.ทารกอยู่ในภาวะที่เป็นอันตราย รกเกาะต่ำ ขาดออกซิเจน


6.คุณแม่อายุมาก


7.คุณแม่เป็นโรค เช่นตัวบวม ความดันสูง หรือ เป็นเริมที่อวัยวะเพศ


8.คุณแม่สมัครใจที่จะ ผ่าคลอด

ถ้าใครรู้สาเหตุว่า ทำไมต้องผ่าคลอด ก็ เม้นท์ เพิ่มเติมกันเข้ามาได้นะค่ะ

วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ขั้นตอนการคลอด

ขั้นตอนการคลอด


ขั้นตอนแรกของการคลอด

          เริ่มตั้งแต่ที่คุณแม่เจ็บครรภ์จริง คือ เจ็บสม่ำเสมอเป็นระยะเนื่องจากกล้ามเนื้อมดลูกหดรัดตัว จนกระทั่งถึงเวลาที่ปากมดลูกเปิดประมาณ 10 ซม. จะมีมูกเลือดออกมาทางช่องคลอด คุณแม่จะเจ็บท้องห่างประมาณ 5-10 นาทีต่อครั้ง ครั้งละประมาณ 20-30 วินาที แล้จะค่อยๆเจ็บถี่และนานขึ้น จะปวดทั่วท้องและ บริเวณหลังส่วนล่างแถวเอวและกระเบนเหน็บ ถ้าปวดมากคุณหมออาจจะฉีดยาแก้ปวดแต่ ถ้า ปวด มั่กกกๆๆๆ ก็จะใช้วิธีการบล็อกหลัง ระยะนี้ลูกน้อยจะก้มศีรษะ เป็นส่วนนำออกมาทางช่องคลอดมีการหมุนศีรษะ พร้อมกับเคลื่อนตัวลงต่ำอย่างช้าๆ






ขั้นตอนที่ 2 ของการคลอด


          เป็นระยะที่ปากมดลูกเปิดหมด ลูกน้อยจะเคลื่อนศีรษะในลักษณะก้มหน้า ให้ส่วนที่แคบที่สุดของศีรษะค่อยๆ เคลื่อนตัวออกมา พอศีรษะพ้นช่องคลอดก็รวบรวมลมปราณเบ่งอีซักเฮือกโดยคุณหมอก็จะใช้มือช่วยๆดึงเด็กออกมา ถึงตอนนี้คุณแม่จะเจ็บบริเวณอุ้งเชิงกราน จะปวดทั่วท้องเป็นระยะ เนื่องจากการหดรัดตัวของมดลูกถี่ขึ้น จะปวดบริเวณหลังส่วนล่าง และก้นกบ เขาว่ากันว่ายาแก้ปวดก็ช่วยไม่ได้ แต่พอลูกคลอดพ้นช่องคลอดออกมาแล้วก็จะหายปวดเป็นปลิดทิ้ง เมื่อเห็นหน้าลูก






ขั้นตอนที่ 3 ของการคลอด


           เป็นขั้นตอนสุดท้ายของ การคลอด ก็คือระยะที่คุณแม่ได้ผ่านพ้นความเจ็บปวดไปแล้ว ทารกน้อยจะอออกมาสู่โลกกว้างแล้ว ซึ่งหลังจากนี้คุณแม่ก็ต้องคลอดรกตามมา ใช้เวลาใน การคลอด ประมาณ 10-15 นาที โดยไม่มีการเจ็บปวดแต่อย่างใด แต่ก็มีเพื่อนคนนึง เคยเตือนมาเหมือนกันว่าอย่านอนหงายมาก เพราะรกอาจจะเกาะติดด้านหลังแล้วเวลาคลอด รกจะเจ็บมาก

วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

พัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์

พัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์

พัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์ ระยะ 4 สัปดาห์ (เดือนแรก)

          เริ่มจากตัวอสุจิที่แข็งแรงที่สุดของคุณพ่อผสมกับกับไข่ของคุณแม่ แล้วเคลื่อนจากปีกมดลูกไปฝังตัวที่โพรงมดลูก แล้วก็เริ่มแบ่งเซลล์ไปเรื่อยๆ ระยะที่หนึ่งเดือนนี้ ขนาดตัวของลูกเท่าจะโตประมาณเม็ดถั่วเขียว



พัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์ ระยะ 4-7สัปดาห์ (เดือนที่สอง)

          ช่วงนี้สายสะดือของลูกน้อยจะมีขนาดใหญ่ขึ้น ลำตัวจะมีเส้นเลือดแดง และเส้นเลือดดำคอยรับอาหารจากคุณแม่ และทยอยส่งคืนคุณแม่ทางสายสะดือ เริ่มสร้างอวัยวะที่สำคัญ ได้แก่ หัวใจ แขน ตา ระบบประสาท อวัยวะเพศ ระยะนี้ลำตัวของลูกน้อยจะโตขึ้นประมาณ 1 นิ้ว หัวโต มีหู แขนเริ่มยาว แต่ยังไม่มีขา (คุณแม่ไม่ต้องรีบร้อนตกใจนะค่ะ) ระยะของการเจริญเติบโตของลูกในช่วงนี้ห้ามเลยนะค่ะ ห้ามเด็ดขาดสำหรับการซื้อยามารับประทานเอง ต้องปรึกษาคุณหมอเท่านั้น






พัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์ ระยะ 8-11 สัปดาห์ (เดือนที่สาม)


          ระยะนี้ลูกน้อยจะมี การพัฒนาเป็นทารก เต็มตัว แต่ยังไม่มีความซับซ้อน หมายถึงพวกรายละเอียดปลีกย่อยยังไม่ชัดเจนเหมือนผู้ใหญ่ ลำตัวจะยาวประมาณ 9 ซม. น้ำหนักประมาณ 15 กรัม อวัยวะเพศก็ยังเห็นไม่ชัดเจน ลำไส้และไตจะเริ่มทำงาน มีการปัสสาวะนิดหน่อย ตอนนี้ลูกน้อยเริ่มมีการขยับตัวเบาๆ ซึ่งคุณแม่จะยังไม่รู้สึก ท้องคุณแม่เริ่มมองเห็นนิดหน่อยจะเริ่มทาครีมป้องกันผิวแตกลายเลยก็ได้นะหาดูกันเอาว่าใครเชื่อมั่นในตัวไหน อาจจะถามจากประสบการณ์ของเพื่อนที่เคยใช้กันมาก็ได้ค่ะ แต่ปุ้มใช้น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ค่ะ ตอนนี้ห้าเดือนแล้วท้องโตขึ้นมากแต่ไม่เห็นแตกเลย (ไม่แตกแหละดี หุหุ) หาซื้อได้ที่เขาขายพวกสินค้าโอท็อปนะค่ะ ตอนแรกคิดว่าท้องจะเริ่มแตกลาย หลังคลอด ไปแล้ว แต่พี่สาวบอกว่า ของเขาสี่เดือนก็แตกลายแล้ว ขออย่าให้แตกเล้ยยย...ลูกก็อยากมีแต่ก็ยังอยากสวยอยู่






พัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์ ระยะ 12-15 สัปดาห์ (เดือนที่สี่)


          การพัฒนา จะสมบูรณ์มากขึ้น ศีรษะโตกลมมาก ปากจะเริ่มเปิด เพื่อดูดกลืนของเหลวรอบๆตัว ลูกน้อยจะยาวประมาณ 6.5 ซม. น้ำหนักประมาณ 18 กรัม ส่วนคุณแม่ก็จะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นด้วย อาจจะยังมีอาการอยากทานของเปรี้ยวอยู่( แต่ของปุ้มไม่มีอาการเลย ) หน้าอกขยาย ท้องเริ่มผูกมากขึ้น อาจจะหงุดหงิดง่าย เพราะฮอร์โมนในร่างกายของคุณแม่ที่เปลี่ยนแปลง และถ้าสังเกตดูระยะนี้คุณแม่อาจเริ่มปวดฟัน






พัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์  ระยะ 16-19 สัปดาห์ (เดือนที่ห้า)


          ระยะนี้ระบบการกิน การขับถ่ายของลูกน้อย สามารถทำงานได้เอง แต่ก็ยังคงต้องพึ่งพาอาหารที่มีประโยชน์จากคุณแม่อยู่นะค่ะ เริ่มมีขนคิ้ว ขนตา และขนอ่อนขึ้นตามใบหน้าและลำตัว อวัยวะเพศจะชัดเจนมากขึ้น หัวใจจะเต้นเร็วเป็นสองเท่าของคุณแม่ (ลองให้คุณหมอเปิดเสียงให้ฟังก็ได้นะค่ะ แปลกมาก) คุณแม่ไม่ต้องตกใจนะค่ะเพราะอาจจะมีคุณแม่บางรายที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายจนรับตัวเองไม่ได้ อย่างเช่น คอดำ รักแร้ดำ มีเส้นดำผ่าขึ้นมาตรงกลางท้องเห็นชัดเจนมาก เกิดขึ้นเฉพาะคุณแม่บางคนเท่านั้น เพราะของเพื่อนปุ้มเป็น แต่ของปุ้มไม่เป็นอะไรเลย แต่เขาว่ากันว่าหลังจากคลอดลูกแล้วก็จะค่อยๆหายไปเองค่ะ ออของปุ้มลูกเริ่มเคลื่อนไหวแรงขึ้นจนเรารู้สึกได้ เหมือนมีคลื่นในท้องน้อยเป็นความรู้สึกที่แปลกมาก






พัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์ ระยะ 20-23สัปดาห์(เดือนที่หก)


          ลำตัว แขนขา เริ่มพัฒนาการได้สัดส่วนเพิ่มขึ้น เริ่มมีผมงอก มีไขเคลือบตามลำตัวเพื่อป้องกันเชื้อโรคในเส้นเลือดของคุณแม่ แม่เล่าว่าดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนเยอะๆเวลาคลอดออกมาลูกจะได้ไม่มีไขติด ลูกน้อยเริ่มมีปฏิกิริยาต่อสิ่งที่อยู่ภายนอกมดลูก คุณแม่อาจจะมีน้ำนม(น้ำสีเหลืองๆ)ซึมออกมา ไม่ควรบีบนะค่ะเพราะอาจะอักเสบได้ แค่ใช้กระดาษทิชชูซับเอาก็พอค่ะ






พัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์ ระยะ 24-27 สัปดาห์(เดือนที่เจ็ด)


          ลูกน้อยจะสามรถรับรู้ความรู้สึกของคุณแม่ คือถ้าคุณแม่สุขภาพจิตดี คุณลูกก็จะมีสุขภาพจิตที่ดีตามไปด้วย แต่ถ้าคุณแม่หงุดหงิด หรือเครียด ลูกน้อยก็จะเป็นเหมือนกัน ระยะนี้ลูกน้อยจะมีลำตัวยาวประมาณ 13 นิ้ว น้ำหนักประมาณ 570 กรัม ส่วนน้ำหนักของคุณแม่ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนกัน หน้าบวม บางรายอาจะมีขาบวมด้วยนะ ท้องจะขยายเร็วมาก หมั่นทาครีม หรือน้ำมันมะพร้าวนะค่ะ






พัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์ ระยะ 28-31 สัปดาห์ (เดือนที่แปด)


          ลูกน้อยตอนนี้จะมี พัฒนาการ คล้ายกับ เด็กแรกเกิด  ผิวจะเหี่ยวย่น มีไขมันพอกพูน (อย่าลืมดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนเยอะๆนะค่ะ) การพัฒนาการทางสมอง ซับซ้อนขึ้น สามารถรับรู้ความเจ็บปวด มีปฏิกิริยาโต้ตอบกับเสียงภายนอก หมั่นพูดคุยกับลูกน้อยเยอะๆนะค่ะ ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ เลย แต่ถ้าเจอเสียงดังหรือเมื่อไหร่ที่ลูกน้อยรู้สึกกลัวหรือตกใจก็จะขดตัวแน่นในท้อง ระยะนี้ลูกน้อยจะมีลำตัวยาวประมาณ 14 นิ้ว น้ำหนักประมาณ 900-1,000 กรัม ส่วนคุณแม่ก็จะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 4 กก.






พัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์ ระยะ 32-35 สัปดาห์ (เดือนที่เก้า)


          ลูกน้อยเริ่มพร้อมแล้วหละค่ะที่จะใช้ปอดของตัวเองออกมาสูดอากาศภายนอก ลูกน้อยจะเริ่มกลับหัวลงแล้วค่ะพร้อมที่จะคลอด แต่ถ้าของใครยังไม่กลับก็อาจจะต้องผ่าคลอด อันนี้อยู่ที่ดุลยพินิจของคุณหมอนะค่ะ ระยะนี้คุณแม่จะฉี่บ่อย อาจจะมีฉี่เล็ดเวลาไอ หรือหัวเราะไม่ต้องตกใจนะค่ะ และจะปวดเมื่อยบริเวณอุ้งเชิงกราน เพราะร่างกายเตรียมพร้อมที่จะคลอดแล้วค่ะ แต่พอคลอดเสร็จอาการพวกนี้ก็จะหายไปค่ะ เขาว่ากันอย่างนั้น






พัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์ ในเดือนที่สิบ


          เตรียมตัว say hi กับลูกน้อยได้แล้วค่ะ แต่อย่าเพิ่งเกาท้องนะค่ะให้ทาครีม หรือน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์แทน ใช้ครีมอาบน้ำที่เป็น สครับ ก็ดีนะค่ะเหมือนได้เกาแต่อย่าเกานะ ลูบๆเอาก็สะใจได้พอสมควรค่ะ เขาบอกว่าถ้าน้ำหนักลดในช่วงนี้ก็แสดงว่าอีกประมาณอาทิตย์กว่าๆเราก็จะได้ เห็นหน้าลูกน้อยแล้วค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

อะไรบ้างที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยง

อะไรบ้างที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยง

ของหวานห้ามเลยนะ

          เพราะของหวานไม่ดีสำหรับคุณแม่ ยิ่งถ้าเรากินมากเกินความต้องการของร่างกายก็จะกลายเป็นไขมันสะสม ยิ่งตอนตั้งครรภ์ลูกน้อยของเราต้องแย่งเอาแคลเซียมไปใช้ด้วยจะช่วยทำให้ฟันคุณแม่ผุง่ายขึ้น อาจเป็นโรคเบาหวานโรคหัวใจ และโรคภาวะซึมเศร้า เราควรจะเปลี่ยนมาเป็นผลไม้จะดีกว่า อย่างเช่น มะละกอจะช่วยในการขับถ่ายของคุณแม่ด้วย


ห้ามหาซื้อยากินเอง

          โดยเฉพาะในช่วงสามเดือนแรก เพราะยาบางชนิดเป็นอันตรายต่อลูกในครรภ์ ควรจะไปหาหมอ และแจ้งหมอด้วยว่ากำลังตั้งครรภ์อยู่


ห้ามดื่มชา กาแฟ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน

          อย่างเช่น เหล้า ชา เบียร์ น้ำอัดลม หรือแม้กระทั่งการสูบบุหรี่ เพราะสารพวกนี้จะทำให้ลูกเราไม่แข็งแรง และน้ำหนักน้อยได้


ห้ามกลั้นปัสสาวะ

          เพราะจะทำให้กระเพราะปัสสาวะอักเสบได้ ทำให้คุณแม่ปวด เสียวบริเวณท้องน้อย หากติดเชื้ออาจลามไปถึงกรวยไต ซึ่งจะทำให้คลอดก่อนกำหนดหรือแท้งได้นะ


ห้ามอบซาวน่า อบไอน้ำ อบสมุนไพร

          เพราะจะทำให้อุณหภูมิในร่างกายคุณแม่สูงขึ้นมีผลต่อการเจริญเติบโตของตับอ่อน และไข่ในครรภ์



ห้ามอยู่ใกล้กับเครื่องใช้ที่อาจมีรังสี


          เช่นพวก ไมโครเวฟ เตาอบ เครื่องถ่ายเอกสาร ควรอยู่ห่างๆไม่ควรได้รับความร้อนและรังสีโดยตรง



ห้ามนั่งนานๆ


          เพราะจะทำให้ปวดหลัง มือ ขา ชา เพราะกระดูกกดทับเส้นประสาท


ไม่ควรนอนหงายท่าเดียว

          เพราะจะทำให้รกเกาะติดด้านหลัง จะทำให้คุณแม่รู้สึกปวดมากกว่าปกติเวลาคลอด ควรนอนตะแคงซ้ายบ้าง ขวาบ้างนะจ๊ะ

วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

อะไรบ้างที่คุณแม่ไม่ควรรับประทานขณะตั้งครรภ์?

           อะไรบ้างที่คุณแม่ไม่ควรรับประทานขณะตั้งครรภ์?

แล้วเพื่อนหลายคนอาจคิดว่าอะไรก็น่าจะทานได้ทุกอย่าง เพื่อไปบำรุงลูกน้อยในครรภ์  แต่ จริงๆแล้วมี บางอย่างที่คุณแม่ไม่ควรรับประทาน แล้ว อะไรบ้างที่คุณแม่ไม่ควรรับประทานขณะตั้งครรภ์

           อาหารที่มีรสจัดจ้านทั้งหลาย
เพราะถ้าคุณแม่ทานเข้าไปมากๆอาจทำให้ ท้องอืด ลำไส้ปั่นป่วน ซึ่งไม่เป็นผลดีกับลูกน้อย

            เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอล์ฮอล์
เพราะมีผลทำให้หลอดเลือดสมองและหัวใจลูกน้อยพิการได้ คุณแม่ที่เป็นนักดื่มลูกที่เกิดมาอาจตัวแคระแกร็น น้ำหนักน้อย โตช้า สมองไม่พัฒนา(อันนี้แล้วแต่ความเชื่อนะเพราะพี่สาวปุ้มเองดื่มเบียร์ทุกวันจนคลอด แต่ลูกออกมาอ้วนท้วนสมบูรณ์ดี แถมน่ารักโครตๆ)ซึ่งอันนี้โดยปกติหมอจะแนะนำให้งดนะจ๊ะ ปุ้มเห็นด้วยเป็นอย่างบิ่งสำหรับข้อนี้ ที่ว่า คุณแม่ไม่ควรรับประทานขณะตั้งครรภ์

           ชา กาแฟ
อันนี้จะมีส่วนผสมของคาเฟอีนซึ่งเป็นสารเสพติด ไม่มีประโยชน์ต่อลูกของเรา

            อาหารที่มีผงชูรส
การที่ร่างกายคุณแม่ได้รับผงชูรส อาจทำให้คุณแม่รู้สึกชาตามใบหน้า เวียนศรีษะ อาเจียน และยังมีผลทำลายสมองขอลลูกน้อยในควรรภ์อีกด้วย

คุณแม่ตั้งครรภ์ดื่มนมดีจริงหรือ?

       คุณแม่ตั้งครรภ์ดื่มนมดีจริงหรือ?

       โดยทั่วไปจะมีคนแนะนำให้เรา ดื่มนม เยอะๆเพราะมีแคลเซียมและโปรตีนสูง  คุณแม่ตั้งครรภ์ดื่มนมดีจริงหรือ? ซึ่งอันนี้ก็จริงเพราะเป็นสิ่งที่ลูกน้อยของเราต้องการ แต่ต้องดื่มให้พอเหมาะ พอดีกับคุณแม่ๆด้วย ดังนั้นเราจึงควรที่จะต้องเลือกชนิดของนมและจำกัดปริมาณในการดื่ม ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วหละก็ตัวที่เราดื่มเกินความจำเป็นของลูกน้อยก็จะกลายเป็นไขมันสะสมของเราเอง
       ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ควรจะเลือก ดื่มนม ที่มีไขมันต่ำ หรือ นมถั่วเหลืองผสมงาดำ (เพราะงาดำมีโฟเลทสูง อันจะช่วยให้ลูกเราฉลาดได้) เพราะนมวัวมีไขมันมาก อาจจะทำให้น้ำหนักสูงได้จ้า
        ส่วนคุณแม่ท่านใดที่ดื่มนมไม่ได้ก็ไม่ต้องเครียดนะจ๊ะ เพราะความเครียดก็จะมีผลต่อจิตใจของลูกน้อยในท้อง ลองพยายามดื่มดูทีละนิด ถ้าไม่ได้จริงๆก็กินอาหารอื่นที่มีพวกแคลเซียม และโปรตีนสูง แล้วก็กินแคลเซียมเม็ด(ซึ่งคุณหมอจะให้มาพร้อมยาบำรุง) ก็ได้

วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

Super Mum

                                                                         Super Mum


                   ปุ้มกำลังจะเป็น คุณแม่ตั้งครรภ์ ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนก็อยากเป็น สุดยอดคุณแม่ และการที่เราจะเป็นแม่ที่ดีได้ก็ต้องรู้จักหาความรู้ทุกเรื่อง เกี่ยวกับลูก ตั้งแต่ยังอยู่ในท้องของเรา ตอนนี้ปุ้มท้องได้ 5 เดือนแล้ว คุณหมอบอกว่าเป็นผู้ชาย ดีใจที่ลูกปกติ สมบูรณ์ นิ้วมือนิ้วเท้าครบ เพิ่งรู้เหมือนกันว่าสมัยนี้เขามี อัลตรา ซาวด์ แบบสี่มิติด้วย นี่ถ้ายังไม่ท้องก็คงไม่มีโอกาสรู้ ตอนที่ยังไม่ท้องก็ไม่เคยคิดที่จะศึกษาอะไรเกี่ยวกับคน ท้อง หรือเด็กเลย แล้วก็ ท้อง และก็อยากแชร์ความรู้ที่ได้รับมาจากการอ่านหนังสือต่างๆ จากคำบอกเล่าของเพื่อนฝูงทั้งที่เคยเป็นและยังไม่เคยเป็นคุณแม่ รวมไปถึงคำบอกเล่า คำเตือน จาก ญาติๆ


                   ที่เคยฟังๆมาจาก โทรทัศน์ เขาบอกว่าเราต้องดูแลฟูมฟักลูกของเราตั้งแต่ตอนที่เขาอยู่ในท้องเลย ซึ่งตอนที่อยู่ในท้องนี่แหละเป็นช่วงที่ลูกน้อยของเราต้องการ การถนุถนอม ฟูมฟัก เป็นพิเศษ อย่าคิดว่าการปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติไม่พิถีพิถัน จะเป็นการดี เพราะอาจจะส่งผลร้ายต่อลูกของเราในระยะยาว (ไม่มีใครรู้ได้) การดูแลลูกน้อยตั้งแต่อยู่ในท้องของเราเท่ากับเป็นการสร้างพื้นฐานที่ดีให้กับลูกทั้งทางร่างกายแล้จิตใจ Super Mum อย่างเราไม่ควรเพิกเฉย หัดเป็นคุณแม่ที่คิดตามข่าวสาร ความรู้เกี่ยวกับการดูแลตัวเองและลูกน้อย เริ่มกันตั้งแต่วันนี้เลยนะค่ะ


                   ปุ้มจะค่อยๆสรรหาสิ่งที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคุณแม่และลูกๆมาฝากกันเรื่อยๆนะค่ะ สำหรับวันนี้เป็นครั้งแรกของการทำ Blog เกี่ยวกับการเป็น Super Mum ก็จะเริ่มตั้งแต่การเตรียมพร้อมก่อนเลยนะค่ะ






การเตรียมพร้อมก่อนการมีทายาทตัวน้อย


ก่อนอื่นเลยแนะนำว่าให้ไปพบแพทย์ไปฝากท้อง ทันทีที่รู้ว่าเรา ท้อง กันเลย ซึ่งควรจะไปก่อนสามเดือนเพราะเป็นช่วงที่ลูกกำลังสร้างอวัยวะต่างๆ เพราะสิ่งที่พ่อแม่อย่างเราต้องการเป็นอันดับต้นๆ ก็คือการที่ลูกน้อยของเรา สมบูรณ์ แข็งแรง สมประกอบ และฉลาด ซึ่งการจะได้มาซึ่งสิ่งเหล่านี้ เราต้องเตรียมพร้อมให้ดี ไม่ปล่อยให้ การตั้งท้อง ของเราต้องพบกับสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ต่อลูกน้อย


ตอนไป ฝากท้อง กับคุณหมอ ก็กลัวๆเหมือนกันเพราะเราอายุ 34 ปี แล้วกลัวว่าลูก จะเป็น โน่น นี่ นั่น กลัว ว่าต้อง เจาะน้ำคร่ำ เพราะเคยมีคนพูดฟังว่าการ เจาะน้ำคร่ำ จะทำให้มีโอกาส แท้ง สูง ซึ่งก็มารู้ตอนหลังว่าไม่จริงเพราะปุ้มได้มีโอกาสเจอกับ พี่คนนึง ซึ่งเขาตั้งท้องตอนอายุ 36 ปี ซึ่งเขาก็ต้องเจาะน้ำคร่ำและตอนที่ปุ้มเจอลูกสาวพี่เขาประมาณ ห้า หกขวบแล้ว หน้าตาน่ารักมาก และโคตรฉลาดเลยหละ ของปุ้มไม่ต้อง เจาะน้ำคร่ำ แต่เราก็ต้องการความแน่ใจ คุณหมอเขาก็เลยตรวจเลือดให้ส่งไป Test ให้ ว่ามีโอกาสเป็นดาวน์ซินโดรมมั้ย ประกอบกับการ อัลตราซาด์ว เพื่อดูผนังที่คอว่าหนาผิดปกติมั้ย ดังนั้นไม่มีอะไรน่ากลัวถ้าเราใกล้หมอ ทำตามที่หมอสั่งอย่างเคร่งครัดที่สุด ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก


ขั้นตอนการฝากท้อง


1. คุณหมอจะซักประวัติ ว่าเคย ท้อง มาก่อนมั้ย เป็น ท้อง ที่เท่าไหร่ เคยแท้ง รึเปล่า มีโรคประจำตัวอะไรบ้าง


2. จะมีเจ้าหน้าที่วัดความดัน ชั่งน้ำหนัก ตรวจปริมาณน้ำตาล แล้วก็โปรตีนในปัสสาวะ


3. ตรวจครรภ์ ว่าความสูงของมดลูก เหมาะสมกับอายุครรภ์รึเปล่า


4. ให้ยาบำรุงมาทาน ทั้งโฟเลท แคลเซียม อะไรประมาณนี้